วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การเคลื่อนที่ในแนวตรง

วันที่ ๓๑ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : ช่วง  ทมทิตชงค์ คู่มือเตรียมสอบ ฟิสิกส์ ม.๔ - ๖ เล่ม ๑  บริษัท ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง จำกัด
           หน้า ๔๓ - ๕๒


เรื่อง การเคลื่อนที่ในแนวตรง


เวกเตอร์และสเกลาร์ (Vectors and Scalars)
          ปริมาณบางอย่างเมื่อบอกเฉพาะขนาดจะเข้าใจได้  เช่น  มวล ความยาว เวลา ความหนาแน่น พลังงาน และอุณหภูมิ, ปริมาณพวกนี้  เราอาจจะรวมกันทางพีชคณิตได้ (แต่ต้องให้เป็นชนิดเดียวกัน) ปริมาณใดๆก็ตามที่บอกแต่ขนาดเพียงอย่างเดียวก็มีความหมายชัดเจน  เราเรียกว่า  "ปริมาณสเกลาร์" (Scalar Quantity)
          ปริมาณอีกแบบหนึ่งที่เราต้องบอกทั้ง  ขนาด  และ  ทิดทาง  จึงจะมีความหมายสมบูรณ์  เช่น  การกระจัด  แรง  ความเร็ว  ความเร่ง, โมเมนตัม, สนามไฟฟ้า ปริมาณพวกนี้จัดเป็น  "ปริมาณเวกเตอร์" (Vector Quantity)


เวกเตอร์ในระบบสองมิติ
          การคิดเวกเตอร์ช่วยให้เราเข้าใจวิชาของฟิสิกส์ได้ดี  ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวถึงเวกเตอร์ไว้ในบทนี้  โดยกล่าวเกี่ยวกับเวกเตอร์พื้นฐานหรือเวกเตอร์หนึ่งหน่วย, เวกเตอร์เท่ากันและเวกเตอร์ตรงกันข้าม  ตลอดจนการกระทำของเวกเตอร์เกี่ยวกับการบวกเวกเตอร์  ๒  อัน  และการลบเวกเตอร์ซึ่งเป็นสมบัติพื้นฐานที่สำคัญของเวกเตอร์  และเนื่องจากเวกเตอร์มีส่วนประกอบตามแนวแกนของระบบพิกัด  โดยเฉพาะในเบื้องต้นนี้คือระบบพิกัดฉาก  จะช่วยให้เราศึกษาเวกเตอร์ได้ง่ายขึ้น  จึงได้กล่าวเกี่ยวกับส่วนประกอบของเวกเตอร์ในระบบของแกน


ปริมาณเวกเตอร์และปริมาณสเกลาร์
          ปริมาณหรือจำนวนมี ๒ ประเภท
๑.  ปริมาณเวกเตอร์ (Vector Quantity)  คือ  ปริมาณที่ต้องบอกทั้งขนาดและทิศทาง  จึงจะได้ความหมายชัดเจน  เช่น  แรง  น้ำหนัก  ความเร็ว  ความเร่ง  โมเมนตัม  การกระจัด
๒.  ปริมาณสเกลาร์ (Scalar Quantity)  คือ  ปริมาณที่บอกขนาดเพียงอย่างเดียวก็เข้าใจได้ความหมายชัดเจน   เช่น  มวลสาร  พื้นที่  ปริมาตร  ความหนาแน่น  เป็นต้น

การวัดและการแปลความหมายของข้อมูล

วันที่ ๓๑ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : ช่วง  ทมทิตชงค์ คู่มือเตรียมสอบ ฟิสิกส์ ม.๔ - ๖ เล่ม ๑  บริษัท ไฮเอ็ดพับลิชชิ่ง จำกัด
           หน้า ๑ - ๑๐

เรื่อง การวัดและการแปลความหมายของข้อมูล


การวัดและการแปลความหมายของข้อมูล
   -  คนเราทุกคนจะเกี่ยวข้องกับการวัดตลอดเวลา เช่น การัดเวลา (ในการตื่นนอน และการเดินทาง)

  • งานเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์
งานเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์ต้องพิจารณา
๑. มาตราฐานของเครื่องวัด จะต้องมีมาตราฐานที่ยอมรับกันได้ทั่วไป
๒. เครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาพงานที่จะวัด เช่น ในเตาเผาจานกระเบื้อง ซึ่งอุณภูมิสูงมากจะใช้เทอร์มอมิเตอร์ธรรมดาวัดอุณหภูมิไม่ได้ ต้องวัดด้วย "ไพโรมิเตอร์" (Pyromete)

  • การแสดงผลการวัด
๑. แสดงด้วยขีดสเกล  เช่น  โวลต์มิเตอร์ทั่วไป  จะมีตัวเลขหลายชุดบนหน้าปัดเียวกันผู้วัดต้องเข้าใจในการเลือกใช้ตัวเลขแต่ละชุด (ซึ่งจะไม่ท่ากัน)
๒. แสดงด้วยตัวเลข แบบนี้จะสะดวกและรวดเร็ว  เพราะอ่านได้ง่ายกว่า

  • การอ่านผลจากเครื่องมือวัด
๑. ต้องอ่านให้ถึงค่าที่ละเอียดที่สุดที่อ่านได้จากสเกล  เช่น  การวัดความกว้างของหนังสือด้วยไม้บรรทัดธรรมดา  จะวัดได้ ๘.๓ เซนติเมตร
๒. ต้องอ่านส่วนที่ประมาณด้วยสวยตาอีก ๑ ตำแหน่ง  เช่น  ความยาวหนังสือในข้อ (๑) มีเศษเกินขีด ๓ มิลลิเมตร ถึงประมาณกลางช่อง เราจะต้องอ่านค่าที่วัดได้เป็น ๘.๓๕

  • การเลือกใช้เครื่องมือวัด
การเลือกใช้เครื่องมือวัดต้องพิจารณาจากสิ่งที่จะวัด  เช่น  วัดความยาวของดินสอหรือแท่งโลหะ  สำหรับงานช่างกลึง ความละเอียดที่ต้องการใช้จะไม่เท่ากัน
๑. งานธรรมดาทั่วไป โดยปกติจะละเอียดถึง ๑ มิลลิเมตร จะวัดด้วยไม้บรรทัดธรรมดา
๒. งานเจียระไน  ปกติจะละเอียดถึง ๐.๑ มิลลิเมตร จะต้องวัดด้วยเวอร์เนียร์
๓. งานกลึงที่ละเอียด จะวัดถึง ๐.๐๑ มิลลิเมตร ต้องใช้ไมโครมิเตอร์

สิ่งที่มีผลต่อความถูกต้องและความผิดพลาดในการวัด
          ๑.  เครื่องมือที่ใช้วัด   จะต้องได้มาตราฐานและเที่ยงตรง  จึงจะวัดได้ถูกต้อง
          ๒.  วิธีการวัด   จะต้องไม่มีผลที่จะไปรบกวนระบบเดิม  คือ  ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงปริมาณที่จะวัด เช่น จะวัดกระแสไฟฟ้าในวงจร  ต้องใช้แแอมมิเตอร์ที่มีความต้านทานต่ำ (ถ้าแอมมิเตอร์มีความต้านทานสูง จะไปเพิ่มความต้านทานในวงจร ทำให้กระแสไฟฟ้าที่จะวัดลดลง  ซึ่งไม่ตรงกับกระแสไฟฟ้าที่ต้องการจะวัด)
          ๓.  ผู้ทำการวัด   ต้องเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือและวิธีการวัด  เช่น  การวัดความดันโลหิต  จะวัดได้ค่อนข้างยาก  และเครื่องมือแต่ละชนิดจะมีการวัดที่แตกต่างกันออกไป  นอกจากนั้นในการทำการวัดจะต้องมีความรอบคอบ  และร่างกายมีสภาพพร้อมจึงจะได้ผลดี
          ๔.  สภาพแวดล้อมขณะทำการวัด   เช่น  การทดลองวัดความสว่างของหลอดไฟดวงหนึ่ง  จะต้องไม่มีแสงสว่างจากแหล่งอื่นมาเกี่ยวข้อง  เพราะจะทำให้เกิดความผิดพลาด
  • การบันทึกข้อมูล
   การบันทึกข้อมูล ปกติจะสังเกตหลายๆ ครั้ง และบันทึกไว้เป็นตาราง เพราะจะนำมาวิเคราะห์ แปลความหมายได้ง่าย
  • การนำเสนอข้อมูล
   การนำเสนอข้อมูลจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดเจน ปกติจะเสนอเป็น
ก. แผนภูมิแท่ง          ข. แผนภูมิวงกลม          ค. แผนภูมิเส้นตรงหรือเส้นกราฟ

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Unnecessary articles

วันที่ ๒๙ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : นัชชา  วิริยะจำนงค์ Do and Don' t ภาษาอังกฤษ อย่าใช้ผิดเชียวนะ บริษัท ไพลินบุ๊คเน็ต จำกัด
           หน้า ๒๓ - ๓๓

เรื่อง Unnecessary articles

  • การใช้ the กับ Proper noun ผิด 

ผิด  :  The Mark will go to Finland.
ถูก  :  Mark will go to Finland.
          มาร์คจะไปประเทศฟินแลนด์

อธิบาย
   the จะต้องใช้นำ Proper noun เหล่านี้ คือ
๑. แม่น้ำ (river)
๒. ทะเล (Sea)
๓. มหาสมุทร (Ocean)
๔. อ่าวเล็กๆ (bay)
๕. อ่าวขนาดใหญ่ (gulf)
๖. ทิวเขา (mountain range)
๗. หมู่เกาะ (group of islands)
๘. ประเทศหรือจังหวัด (county or province)

  • การใช้ the กับ abstract noun ผิด
ผิด  :  The honesty is a great virtue.
ถูก  :  Honesty is a great virtue.
          ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมอันพิเศษ

อธิบาย
   abstract noun ทุกคำ เมื่อกล่าวทั่วๆ ไปไม่ต้องใช้ article นำ แต่ถ้าเป็นการชี้เฉพาะจะต้องมี article นำเสมอ เช่น
     The honesty of the Hobbits ws renowed.
      ความซื่อสัตย์ของพวกฮอบบิทเป็นที่โด่งดัง

  • การใช้ the กับ Material nouns ผิด
ผิด  :  The amber is a precious stone.
ถูก  :  Amber is a precious stone.
          อำพันเป็นหินที่มีค่า

อธิบาย
   การกล่าวถึง material nouns โดยทั่วๆไป ไม่ต้องมี article นำ แต่ถ้าชี้เฉพาะว่าอำพันที่ไหน  จะต้องมี article นำ  เช่น
      The amber of Thailand is exported to many countries.
       อำพันของประเทศไทยถูกส่งออกในหลายประเทศ

  • การใช้ the กับนามพหูพจน์ ที่กล่าวโดยทั่วๆไป ผิด
ผิด  :  The tigers are fierce animals.
ถูก  :  Tigers are fierce animals.
           เสือเป็นสัตว์ที่ดุร้าย

อธิบาย
   ใช้ the นำหน้า tigers ไม่ได้เพราะมีหลักอยู่ว่า นามพหูพจน์จะมี article นำไม่ได้  เมื่อกล่าวถึงโดยทั่วๆไป  เว้นแต่จะชี้เฉพาะว่าเสือพวกไหน  ที่ไหน  จึ้งจะใช้ the นำ

Prepositions often confused

วันที่ ๒๙ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : นัชชา  วิริยะจำนงค์ Do and Don' t ภาษาอังกฤษ อย่าใช้ผิดเชียวนะ บริษัท ไพลินบุ๊คเน็ต จำกัด
           หน้า ๗ - ๑๕

เรื่อง Prepositions often confused

               การใช้ Preposition ต้องระมัดระวังให้มากมิฉะนั้นจะสับสน  ผิดพลาดได้ง่าย  ในที่นี้กล่าวถึง  Preposition  ที่ใช้กันบ่อยๆ โปรดสังเกตและใช้ให้ถูก

  • To and At
                 ( a. ) To
            ผิด  :  Will came at school every morning.
            ถูก  :  Will came to school every morning.
                       วิลมาโรงเรียนทุกๆเช้า

                 ( b. ) At
            ผิด  :  Bridget is standing to the door.
            ถูก  :  Bridget is standing at the door.
                      บริดเจ็ตยืนอยู่ที่ประตู

อธิบาย   to ใช้กับกริยาที่มีการเคลื่อนไหวจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง  ส่วน  at  ใช้กับกริยาที่บอกฐานะหรือสภาพหรือตำแหน่งที่อยู่ของสิ่งนั้นหรือพูดง่ายๆ  ว่าใช้กับกริยาที่อยู่กับที่

  • To and Till
                ( a. ) To
            ผิด  :  We walked till the river and back.
            ถูก  :  We walked to the river and back.
                       เราเดินไปจนถึงแม่น้ำแล้วก็กลับ

                ( b. ) Till
            ผิด  :  I shall stay here to next week.
            ถูก  :  I shall stay here till next week.
                      ผมจะอยู่ที่นี่กระทั่งสัปดาห์หน้า

อธิบาย to ใช้เมื่อพูดถึงระยะทาง till และ until ใช้เมื่อพูดถึงระยะเวลา

  • At and In
               ( a. ) At
            ผิด  :  I spent my holiday in the beach.
            ถูก  :  I spent my holiday at the beach.
                      ผมใช้เวลาวันหยุดที่ชายหาด

               ( b. ) In
            ผิด  :  Eric lives at Miami or at Minnesota.
            ถูก  :  Eric lives in Miami or in Minnesota.
                      เอริคอาศัยอยู่ในไมอามี่หรือมินเนโซต้า

อธิบาย in โดยปกติใช้วางหน้าชื่อประเทศ หรือเมืองใหญ่ๆ หรือกล่าวถึงเวลาหนึ่งเวลาใด  ส่วน  at  ใช้วางไว้หน้าเมืองเล็กๆ  หรือ หมู่บ้านหรือพูดถึงระยะทาง

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คาร์บอน ( C ) เจ้าแห่งการแปลงร่าง

วันที่ ๒๘ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : ตรองสิริ  ทองคำใส  ฝ่ามิติล่าธาตุ สุดขอบโลก  บริษัท วี. พริ้นท์      หน้า ๓๘ - ๕๐


เรื่อง คาร์บอน ( C ) เจ้าแห่งการแปลงร่าง

คาร์บอน ( C ) เจ้าแห่งการแปลงร่าง
          เมื่อพูดถึงคาร์บอน  เรามักจะคิดถึงถ่านดำๆ  หรือไม่ก็ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  แต่รู้มั้ยว่าคาร์บอนคือสุดยอดธาตุแห่งการแปลงร่าง  เพราะเกิดสารประกอบอื่นๆ  ที่มีคุณสมบัติหลากหลายได้มากมาย  รวมถึงยังเป็นหนึ่งในธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย


คาร์บอนในร่างกาย
          ในตารางธาตุ  ธาตุคาร์บอนเขียนแทนด้วยอักษรภาษาอังกฤษ คือ  C  มาจากตัวอักษรแรกของคำว่า  Carbon   ในภาษาอังกฤษ  ส่วนเลข  ๖  คือ  เลขอะตอมของธาตุ
          ร่างกายของเราต้องใช้คาร์บอนในทุกกระบวนการทั้งการเจริญเติบโตและดำรงชีวิต  คาร์บอนทำหน้าที่เป็นสารอาหารหลักอยู่ในรูปของคาร์โบไฮเดรต  เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าร่างกายมีคาร์บอน  และต้องการธาตุนี้ในปริมาณมาก  คาร์บอนยังมีหน้าที่ในกระบวนการที่ซับซ้อนและสำคัญอื่นๆ  ของร่างกายอีกหลายอย่าง เช่น  ทำให้เซล์ทำงาน  ให้พลังงานแก่เซลล์  เพื่อให้ทำงานตามหน้าที่ได้  ธาตุหลักๆ  ที่ทำงานร่วมกับคาร์บอนในร่างกาย  คือ  ออกซิเจนกับไฮโดรเจน


เพชรกับไส้ดินสอก็เป็นคาร์บอนเหมือนกัน จริงหรือ ?
          คาร์บอนเปลี่ยนอัญรูป (*อัญรูป allotropy  :  ธาตุเดียวกันแต่มีสมบัติและรูปร่างต่างกัน  แต่ถ้าไปทำปฏิกิริยากับธาตุอื่น  (ต้องเป็นธาตุเดียวกัน)  จะได้สารประกอบเหมือนกัน )  ที่มีคุณสมบัติต่างกันได้หลายอย่าง  อย่างเพชรเป็นอัญมณีราคาแพงกับแกรไฟต์ที่ใช้ทำไส้ดินสอ  ต่างก็เป็นอัญรูปหนึ่งของคาร์บอน
          ด้านนอกสุดของโครงสร้างอะตอมคาร์บอน  มีอิเล็กตรอนอยู่  ๔  ตัว  อิเล็กตรอนพวกนี้เป็นเหมือนมือที่ใช้ยึดจับกับอะตอมอื่น
          โครงสร้างเพชรเป็น  ๓  มิติ   ประกอบจากอะตอมที่มีมือจับกับอะตอมอื่นครบทุกมือ  ทำให้เพชรเป็นแร่ธาตุที่แข็งแกร่งที่สุดในธรรมชาติ
          แต่มือของอะตอมแกรไฟต์เป็นระนาบ  ๒  มิติ  มีแค่  ๓  ใน  ๔  มือเท่านั้นที่จับกับอะตอมอื่น  ทำให้แกรไฟต์เปราะ  แค่เราขูดลงบนกระดาษก็เป็นรอยดำแล้ว  จึงนำไปทำใส้ดินสอ


มีผ้าที่ทำจากคาร์บอนด้วย !
          ท่อคาร์บอนนาโน  ( Carbon  nanotube )  เป็นวัสดุสังเคราะห์  ที่มีโครงสร้างพิเศษเป็นตาข่ายรูปหกเหลี่ยมม้วนตัวเป็นท่อ  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กมาก  เลยดูเหมือนเส้นมากกว่า  แต่แข็งแกร่งกว่าเล็กกล้าในอนุภาคที่เท่ากันประมาณ  ๑๐๐  เท่า   ยืดหยุ่นได้ดี  เพราะความกลวงจึงมีน้ำหนักเบากว่าเหล็ก
          ท่อคาร์บอนนาโนทำให้เซรามิกแข็งแรงขึ้น  โครงรถมีน้ำหนักเบา  แล้วยังนำมาทำเป็นเส้นใยได้อีกด้วย  เส้นใยมีขนาดเท่าผมมนุษย์  แต่แข็งแรงกว่าเคฟลาร์ (*เคฟลาร์ Kevlar  ชื่อทางการค้าของเส้นใยสังเคราะห์ของบริษัทดูปองต์  แข็งแรงมาก  น้ำหนักเบา  แข็งแรงกว่าเล็กที่หนักเท่ากัน  ๕  เท่า นิยมใช้ทำเสื้อเกราะกันกระสุน  สายเคเบิล ฯลฯ )  ๑๗  เท่า  และแข็งแรงกว่าใยแมงมุม  ๔  เท่า  จึงเหมาะแก่การนำมาทำสายเคเบิลกับสิ่งทอที่ใช้สวมใส่เพื่อปกป้องร่างกาย  (protective  clothing )  เส้นใยที่ทำจากท่อคาร์บอนนาโนสามารถผลิตและเก็บไฟฟ้าได้ด้วย

ตารางธาตุของเมนเดเลเยฟ

วันที่ ๒๘ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : ตรองสิริ  ทองคำใส  ฝ่ามิติล่าธาตุ สุดขอบโลก  บริษัท วี. พริ้นท์      หน้า ๒๒ - ๓๗


เรื่อง ตารางธาตุของเมนเดเลเยฟ


ตารางธาตุของเมนเดเลเยฟ
          วิชาเคมีพื้นฐานที่พัฒนามาจากการเล่นแร่แปลธาตุ  ทำให้ความรู้ทางเคมีเริ่มก้าวหน้า  แต่ตารางธาตุที่เมนเดเลเยฟสร้างขึ้น  ช่วยทำให้เคมีมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดรวดเร็วมากขึ้น


เมนเดเลเยฟ ผู้บุกเบิกวิชาเคมีชาวรัสเซีย
          ดีมีตรี  อีวาโนวิช  เมนเดเลเยฟ  ผู้สร้างตารางธาตุเป็นคนแรก  เขาเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ  แห่งหนึ่งแถบไซบีเรียประเทศรัสเซีย
          หลังจากที่คุณพ่อตาบอด  คุณแม่ของเมนเดเลเยฟก็เปิดโรงงานทำเครื่องแก้ว  ต่อมาคุณพ่อเสียชีวิต  โรงงานของคุณแม่ก็ไฟไหม้  คุณแม่เลยพาเมนเดเลเยฟไปใช้ชีวิตที่เซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก
           ด้วยการเลี้ยงดูจากคุณแม่  ในที่สุดเมนเดเลเยฟก็ได้เป็นอาจารย์สอนวิชาเคมีในมหาวิทยาลัย  เขาเขียนหนังสือด้านเคมีก่อนสร้างผลงานชื่อก้องโลกอย่างตารางเมื่อปี  ค.ศ. ๑๘๖๙


กว่าจะเป็นตารางธาตุ
          เมนเดเลเยฟได้เขียนหนังสือของเขาถึงขั้นตอนในการสร้างตารางธาตุว่า  "ผมเริ่มค้นหาวิธี แล้วเขียนธาตุแต่ละธาตุพร้อมน้ำหนักอะตอม  และคุณสมบัติของมันธาตุที่คล้ายกันแต่น้ำหนักอะตอมไม่เท่ากันลงบนการ์ดแต่ละใบ  ผลที่ออกมาทำให้ผมแน่ใจว่า  คุณสมบัติของธาตุขึ้นกับน้ำหนักอะตอมของมัน"  ซึ่งเป็นที่มาของตารางนี่เอง


การคาดการณ์ที่แม่นยำ
          ตารางธาตุที่เมนเดเลเยฟค้นพบในปี  ค.ศ. ๑๘๖๙  มีแค่ ๖๓ ธาตุ  เมนเดเลเยฟกล่าวว่า  ช่องที่เขาเว้นว่างไว้  สักวันจะมีคนค้นพบธาตุและเติมมันแน่นอน  ปี  ค.ศ. ๑๘๗๕  นักเคมีชาวฝรั่งเศลก็ค้นพบธาตุแกลเลียม  ซึ่งเป็นหนึ่งในธาตุที่เมนเดเลเยฟเว้นช่องว่างและทำนายไว้  รวมถึงสแกนเดียมที่ค้นพบในปี  ค.ศ. ๑๘๗๙  หรือธาตุเจอร์เมเนียมที่ค้นพบในปี  ค.ศ. ๑๘๘๖  อีกด้วย


ตารางธาตุ
          ตารางธาตุ คือ  ตารางที่แสดงธาตุต่างๆ เรียงลำดับตามน้ำหนักอะตอม  แต่ละช่องจะมีสัญลักษณ์  เลขอะตอม  และน้ำหนักอะตอม  ธาตุที่มีคุณสมบัติคล้ายกันจะอยู่กลุ่มเดียวกันและแสดงด้วยสีเดียวกัน
           ตั้งแต่เมนเดเลเยฟสร้างตารางธาตุ  ปัจจุบันนี้ค้นพบธาตุแล้วทั้งหมด  ๑๑๘  ชนิด  แต่ตั้งชื่อลงบนตารางธาตุ  ๑๑๔  ชนิด

ทำไมเราถึงไม่เจ็บเวลาหยดฝนตกกระทบ

วันที่ ๒๘ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : องอาจ  ผกามาลยเทพ ชุดอัจฉริยะวิทยาศาสตร์ ตอน มหัศจรรย์โลกฟิสิกส์  บริษัท วี. พริ้นท์                                หน้า ๕๒ - ๖๕

เรื่อง ทำไมเราถึงไม่เจ็บเวลาหยดฝนตกกระทบ

          หยดฝนที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า จะตกสู่พื้นดินในอัตราเร็วมาก เปรียบได้กับรถยนต์ที่แล่นด้วยความเร็วสูง  แต่หยดฝนไม่ทำให้เราเจ็บเมื่อถูกกระทบเหมือนรถยนต์ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยสมดุลของแรง
          หยดฝนที่ตกลงมาจะเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลกส่วนแรงต้านของอากาศก็เพิ่มเท่ากับความเร็วนั้นด้วย  เช่นเดียวกับเวลาที่วิ่งเร็วๆ เราจะรู้สึกว่าอากาศปะทะตัวเราแรงกว่าตอนวิ่งช้า แรงต้านของอากาศที่กระทำต่อหยดฝนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน  แต่พอถึงระยะหนึ่ง แรงโน้มถ่วงและแรงต้านของอากาศที่กระทำต่อหยดฝนจะมีขนาดเท่ากัน ทำให้เกิดสมดุลของแรง อัตราเร็วของเม็ดฝนจึงคงที่จนกระทั่งถึงพื้น  ที่สำคัญเม็ดฝนมีมวลน้อย  เมื่อถูกร่างกายจึงไม่เจ็บ  แต่ถ้าเป็นลูกเห็บ  ซึ่งมีมวลมากกว่าย่อมเจ็บแน่นอน

กีฬาที่เคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์
          ผู้ค้นพบการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์    หรือการเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งพาราโบลา  ก็คือ  กาลิเลโอ กาลิเลอี  นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี  เขามีชื่อเสียงจากการยืนยันว่า  ทฤษฎีโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์  ที่โคเพอร์นิคัสแถลงไว้เป็นความจริง
          ลักษณะทั่วไปของการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล์  เกิดจากวัตถุมีความเร็ว  ๒  แนวพร้อมกัน  คือแนวดิ่ง  ความเร็วเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (ถูกดึงให้ตกลงมาด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก)  และแนวราบความเร็วคงที่
          การเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งพาราโบลา  พบได้ในกีฬาหลายประเภท  เช่น  เบสบอล  ทุ่มน้ำหนัก  พุ่งแหลน  สกี  ฯลฯ
          วัตถุต่างๆ จะเคลื่อนที่ในอากาศได้ไกลมากแค่ไหนนั้น  ขึ้นอยู่กับความเร็วต้น  และการทำมุมกับแนวราบ  ดังนั้นนักกีฬาต้องตีหรือโยนลูกบอลให้แรง  และทำมุมให้พอดีจึงจะมีโอกาสชนะ