วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กระดูกเปลี่ยนแปลงตามการเจริญเติบโต จริงหรือ ?

วันที่ ๒๘ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : ธิติวัส เอกจรรยา ชุดอัจฉริยะวิทยาศาสตร์ ตอน ตะลุยร่างกายมนุษย์  บริษัท วี. พริ้นท์                                หน้า ๘ - ๒๐

เรื่อง กระดูกเปลี่ยนแปลงตามการเจริญเติบโต จริงหรือ ?

เมื่อเราโตขึ้น จำนวนกระดูกจะน้อยลง
          เด็กแรกเกิดจะมีกระดูกมากกว่า ๓๐๐ ชิ้น แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ จำนวนกระดูกจะลดลงเหลือแค่ ๒๐๖ ชิ้น ความจริงกระดูกไม่ได้หายไปไหน แต่เมื่อเราโตขึ้น กระดูกหลายๆชิ้น จะเชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งกระดูกจะเชื่อมต่อกันสมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๐ - ๒๕ ปี

การเจริญเติบโตของกระดูก
          บริเวณส่วนปลายของกระดูกยาว ( long bone ) เช่น กระดูกนิ้วมือ กระดูกนิ้วเท้า กระดูกแขน กระดูกขา จะมีแผ่นกระดูกอ่อน ที่เรียกว่า แผ่นเอพิไฟซิส ( epiphyseal plate ) ซึ่งจะแบ่งเซลล์เพื่อทำให้กระดูกยาวขึ้น แต่เมื่อร่างกายเติบโตเต็มที่ แผ่นเอพิไฟซิสจะเปลี่ยนเป็นกระดูกแข็ง และหยุดการเจริญเติบโต ถ้าลองเอกซเรย์กระดูกก็จะเห็นส่วนต่างๆ และเจริญเติบโตได้ชัดเจน

ถ้าอยากมีกล้ามต้องทำยังไง ?
          การมีรูปร่างสมส่วน มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เป็นความใฝ่ฝันของผู้ชายส่วนใหญ่ วิธีที่จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่และแข็งแรงมี ดังนี้
   ๑. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระยะเวลาที่พอเหมาะ ไม่ควรออกกำลังมากเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อไม่เจริญเติบโตได้ ดังนั้นควรเว้นระยะให้กล้ามเนื้อได้มีเวลาพักบ้าง
   ๒. เลือกออกกำลังกายที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงต้าน มีการหดและคลายตัว เช่น การยกน้ำหนัก
   ๓. การยกน้ำหนัก ควรเลือกน้ำหนักให้พอเหมาะ โดยเริ่มจากน้ำหนักน้อย แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่ม เพื่อให้กล้ามเนื้อ มีความแข็งแรงและทนทานขึ้นเป็นลำดับ
   ๔. กินอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย เพราะโปรตีนเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะ ร่างกายต้องทำงานหนักในการกำจัดของเสียจากการเผาผลาญโปรตีน
   ๕. นอนหลับให้เพียงพอ เพราะ เวลาหลับร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกมา เพื่อเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันที่ ๒๒ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : ศิวพล  ชมภูพันธุ์ สรุปสังคม ม.ปลาย  พิมพ์ครั้งที่ ๑๒  ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี
           หน้า ๓๓ - ๔๒

เรื่อง ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันมี ๑๑ ประเทศ ได้แก่ เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ ติมอร์ - เลสเต
  • สมัยโบราณ อินเดียเรียกดินแดนนี้ว่า "สุวรรณภูมิ" จีนเรียก "จินหลิน" เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และภาษา
  • กลุ่มชาติพันธุ์ขอมและมอญ เป็นอารยธรรมดั้งเดิมก่อนการเข้ามาของชาติพันธุ์อื่น
  • ดินแดนส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียยกเว้น เวียดนาม ที่ได้รับจีนมาเต็มๆ และ ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก เพราะเคยเป็นเมืองขึ้นของสเปนและอเมริกา
  • สมัยก่อน ภูมิภาคนี้รุ่งเรืองมาก เพราะเป็น แหล่งเครื่องเทศ โปรตุเกสเลยเข้ามา ฝรั่งชาติอื่นๆเลยเข้ามาตามแล้วยึดเป็นเมืองขึ้นเกือบหมด ยกเว้น ไทย
  • อาณานิคมของอังกฤษได้แก่ พม่า มลายู (ตอนนั้นยังไม่เป็นมาเลเซีย ต่อมาจะแยกเป็น มาเลเซีย สิงคโปร์) ส่วนฝรั่งเศลมายึดครองอินโดจีน นั่นก็คือ ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ส่วนเนเธอแลนด์ก็ได้อินโดนนีเซียเป็นเมืองขึ้น ฟิลิปปินส์ก็เสร็จอเมริกา
  • ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดขบวนการชาตินิยมต่อต้านฝรั่ง เรียกร้องเอกราช เกิด ฮีโร่ เด่นๆ เช่น โฮจิมินห์ของเวียดนาม อู อองซานของพม่า (คุณพ่อของออน ซาน ซูจี) ซูการ์โนของอินโดนีเซีย เป็นต้น
  • เดี๋ยวนี้บางประเทศยังมีปัญหาชนกลุ่มน้อย ต่างชาติพันธุ์ ต่างศาสนา เช่น พม่า (ต้องต่อสู้กับชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก) อินโดนีเซีย(อาเจาะห์+อิเรียนจายา) ฟิลิปปินส์(มีอาบูไซยาฟ+โมโร)

ระบบศักดินา

วันที่ ๒๒ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : ศิวพล  ชมภูพันธุ์ สรุปสังคม ม.ปลาย  พิมพ์ครั้งที่ ๑๒  ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์วัชรินทร์ พี.พี
           หน้า ๑ - ๑๐

เรื่อง ระบบศักดินา

ระบบศักดินา ภาษาโบราณ เรียกว่า "พระไอยการตำแน่งนาพลเรือน และ พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง" เป็นเครื่องมือจัดระเบียบสังคมโบราณ มีไว้แบ่งชนชั้น สิทธิ หน้าที่ ระบบศักดินาของไทยสามารถเปลี่ยนชนชั้นได้
                    พระมหากษัตริย์ไม่มีศักดินา เพราะทรงเป็นเจ้าแห่งศักดินาทั้งปวง
ชนชั้นในระบบศักดินา
  • พระมหากษัตริย์
  • พระบรมวงศานุวงศ์ หรือ เจ้านาย มหาอุปราชหรือวังหน้าเป็นผู้ที่มีศักดินาสูงที่สุด
  • ขุนนาง มีหน้าที่รับราชการ บังคับบัญชากรมกอง คุมไพร่พลในสังกัด มีเครื่องประกอบคือ ยศ ราชทินนาม ตำแหน่งและศักดินา
  • พระสงฆ์ เป็นชนชั้นพิเศษ ที่ทุกชนชั้นกราบไหว้บูชา มีศักดินาด้วย
  • ไพร่ ก็คือ ประชาชนชายหญิงของสังคม มีจำนวนมากที่สุดมี ๓ ประเภท คือ  
                    - ไพร่หลวง ขึ้นตรงต่อหลวง มีหน้าที่รับราชการเข้าเวรปีละ ๖ เดือน (เรียกว่า เข้าเดือนออกเดือน)
                    - ไพร่สม เป็นไพร่ในสังกัดของเจ้านายหรือขุนนาง
                    - ไพร่ส่วย ไพร่แบบนี้ บ้านอยู่ไกลไม่สามารถเข้าเวรได้ เลยส่งสิ่งของหรือส่วยมาแทนการเกณฑ์แรงงาน
" ตามกฏหมาย ไพร่จะต้องมีมูลนายสังกัด มิฉะนั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครอง " 
 "ไพร่"  มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์สังคม เพราะถือว่าเป็นเรื่องของประชาชนทั่วไป เป็นแรงงานของรัฐ เป็นขุมกำลังของมูลนาย ใครมีไพร่มาก ก็แสดงว่ามีอำนาจบารมีมาก

  • ทาส เป็นชนชั้นต่ำสุดของสังคม มีนายเงินเป็นเจ้าของ (เหมือนสินค้าเลย) นายเงินมีสิทธิในตัวทาสทุกประการ ยกเว้นทำให้ตาย
ทาสมี ๗ ประเภท คือ ทาสสินไถ่ ทาสในเรือนเบี้ย ทาสที่ได้มาแต่บิดามารดา ทาสท่านให้ ทาสที่ช่วยเหลือมาจากโทษทัณฑ์ ทาสที่เลี้ยงไว้ยามข้าวยากหมากแพง ทาสเชลย (เป็นทาสประเภทเดียวที่ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้)

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สมบัติของธาตุและสารประกอบ

วันที่ ๑๕ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : สถาบันกวนวิชาติวเตอร์พ้อยท์ สรุปเคมีมัธยมปลาย พิมพ์ครั้งที่ ๑๒  ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามลดา
           หน้า ๕๔ - ๖๖

เรื่อง สมับติของธาตุและสารประกอบ

          ธาตุกัมมันตรังสี
๑. แรงนิวเคลียร์เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างโปรตอนกับโปรตอน หรือ โปรตอนกับนิวตรอน หรือ นิวตรอนกับนิวตรอน
๒. ธาตุที่เสถียร คือ ธาตุที่มีแรงนิวเคลียร์ มากกว่า แรงผลักระหว่างโปรตอนในนิวเคลียส
๓. ธาตุที่มีจำนวนโปรตอนมากขึ้น จะต้องการนิวตรอนจำนวนมากขึ้นด้วย เพื่อเสริมแรงดึงดูดให้เกิดเสถียรภาพในนิวเคลียสดีขึ้น
๔. ธาตุที่มีเลขอะตอม๘๓ ขึ้นไปจะเป็นธาตุกัมมันตรังสี ทั้งนี้เนื่องจากมีสัดส่วนของจำนวนโปรตอนต่อนิวตรอนมากเกินไปทำให้นิวเคลียสไม่เสถียร จึงมีการคายพลังงานออกมาในรูปของกัมมันตภาพรังสี
๕. พลังงานส่วนเกินที่นิวเคลียสของธาตุถ่ายเทออกมาจะอยู่ในรูปของอนุภาคหรือ รังสีต่างๆ เช่น บีตา , แอลฟา , แกมมา

          ลักษณะเด่นของรังสี
๑. รังสีแอลฟา หนักที่สุด แต่ทะลุทะลวงได้น้อยที่สุด
๒. รังสีบีตา คือลำอนุภาคอิเล็กตรอนที่มีพลังงาน
๓. รังสีโพซิตรอน คือ อนุภาคที่มีประจุบวก แต่มีมวลเท่ากับมวลอิเล็กตรอน
๔. รังสีแกมมา เป็นรังสีเดียวที่มีสภาพเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่ใช่อนุภาค จึงไม่มีมล และสนามทะลุทะลวงได้สูงสุด

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พันธะโคเวเลนต์

วันที่ ๑๕ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : สถาบันกวนวิชาติวเตอร์พ้อยท์ สรุปเคมีมัธยมปลาย พิมพ์ครั้งที่ ๑๒  ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามลดา
           หน้า ๒๖ - ๔๗

เรื่อง พันธะโคเวเลนต์

          พันธะโคเวเลนต์
๑. ธาตุคู่พันธะ  เกิดจากการเข้าทำพันธะของธาตุอโลหะ และธาตุอโลหะ (อโลหะ + อโลหะ)
๒. สารประกอบที่ได้  เรียกว่า  "สารประกอบโคเวเลนต์"
๓. การใช้งานอิเล็กตรอน  เกิดจากอะตอมของธาตุอโลหะพยายามจะทำให้ตัวเองมีอิเล็กตรอนครบแปด  จึงไปขอใช้งานอิเล็กตรอนกับธาตุอโลหะอะตอมอื่น (อาจเป็นธาตุเดียวกันหรือต่างกันก็ได้) โดยการที่จะไปขอใช้งานนั้นต้องนำอิเล็กตรอนไปแลกด้วย จึงเกิดกลุ่มอิเล็กตรอนจำนวนหนึ่งที่มีการใช้งานร่วมกันของอะตอมอโลหะทั้งสองอะตอม เรียกว่า "พันธะโคเวเลนต์"
๔. สูตรสารประกอบ  ธาตุคู่พันธะหนึ่งๆ สามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์ได้หลายแบบ (พันธะเดี่ยว, พันธะคู่, พันธะสาม) ดังนั้น สารประกอบโคเวเลนต์จึงไม่มีสูตรสารประกอบที่แน่นอน
๕. ค่า EN ต่างกันน้อย จนถึงไม่ต่างกันเลย (เกิดกับพันธะโคเวเลนต์ที่ธาตุเดียวกันทำพันธะกัน)
๖. ความแข็งแรงของพันธะ พันธะโคเวเลนต์มีความแข็งแรงน้อยกว่าพันธะโลหะและพันธะไอออนิก เพราะไม่ได้เกิดจากไอออนบวกและลบดึงดูดกันอย่างชัดเจน แต่เกิดจากนิวเคลียสของธาตุคู่พันธะดึงดูดอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ
๗. ลักษณะของสารประกอบ สารประกอบโคเวเลนต์มีได้ทั้ง ๓ สถานะที่ RTP (Room Temperature and Pressure) ไม่นำไฟฟ้าทั้งสภาพของแข็งและของเหลว จุดเดือดจุดหลอมเหลวต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนสถานะเป็นการทำลายแรงระหว่างโมเลกุล ไม่ได้ทำลายพันธะโคเวเลนต์
๘. หน่อยที่เล็กที่สุดของสารประกอบโคเวเลนต์ คือ โมเลกุล

          รูปทรงโมเลกุลโคเวเลนต์
๑. ปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปทรงโมเลกุล
     - อะตอมกลาง
     - อะตอมที่ล้อมรอบอะตอมกลาง
     - อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวของอะตอมกลาง
๒. แรงผลักที่เกิดขึ้นในโมเลกุล
     - แรงผลักระหว่างพันธะกับพันธะ
     - แรงผลักระหว่างพันธะอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
     - แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
๓. ความแรงของแรงผลักที่เกิดขึ้น
     - อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว > อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวกับพันธะ > พันธะกับพันธะ
๔. แนวทางการทำนายรูปทรงโมเลกุล
     - พิจารณาจำนวนอะตอมที่มาล้อมรอบอะตอมกลาง
     - พิจารณาจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวรอบอะตอมกลาง

ลักษณะของสำนวน

วันที่ ๑๕ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภฏนครสวรรค์
          การพัฒนาทักษะภาษาไทย พิมพ์ครั้งที่ ๕  ห้างหุ้นส่วนจำกัดริมปิงการพิมพ์  หน้า ๗๗ - ๙๐

เรื่อง ลักษณะของสำนวน

๑. มีการใช้ถ้อยคำที่สละสลวย  กินความหมายแทนคำพูดธรรมดา เช่น
          ร่วมหัวจมท้าย   หมายถึง  ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน,  ร่วมมือกัน
          ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว   หมายถึง  ความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเรือน
          ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ผูกอู่ตามใจผู้นอน   หมายถึง  ทำให้อะไรให้ตามใจผู้ที่เป็นเจ้าของ
๒. มีความหมายสัมผัสคล้องจอง  อาจคล้องจองกันในข้อความตอนเดียว หรือระหว่างความหลายตอน  เช่น
          ผีซ้ำด้ำพลอย   หมายถึง  ถูกซ้ำเตอมเมื่อพลาดพลั้งลงหรือเมื่อถึงคราวเคราะห์ร้อย
          เห็นขี้ดีกว่าไส้   หมายถึง  เห็นคนอื่นดีกว่าญาติพี่น้อง
          รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี   หมายถึง  รักลูกต้องคอยว่ากล่าวตักเตือนให้เป็นคนดีเสมอๆ
๓. มีความหมายโดยนัย  คือ  พูดอย่างหนึ่ง แต่มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง เช่น
          กินปูนร้อนท้อง   หมายถึง  รู้สึกเดือดร้อน เพราะรู้ตัวว่ามีความผิดอยู่
          ขนทรายเข้าวัด   หมายถึง  ร่วมมือร่วมใจกันทำบุญ หรือหาประโยชน์ให้ส่วนรวม
          ปีนเกลียว   หมายถึง  มีความเห็นไม่ลงรอยกัน, ขัดแย้งกัน
๔. มีการใช้ถ้อยคำแผลงแปลกๆ ตลก  หรือ เปรียบเปรยความ เช่น
          ปอดลอย   หมายถึง  กลัวมาก
          ขี้เถ้ากลบเพชร   หมายถึง  ของเลวห่อหุ้มของดีไว้
          พะเนินเทินทึก   หมายถึง  มากมายก่ายกอง
๕. มีประวัติที่มา  อาจจะมาจากการเปรียบกับกิริยาอาการของคน สัตว์ ธรรมชาติ หรือที่มาจากนิยาย นิทาน เป็นต้น เช่น
          งงเป็นไก่ตาแตก   หมายถึง  งงจนทำอะไรไม่ถูก  เหมือนไก่ถูกคู่ต่อสู้ตีจนตาแตก
          ลูกทรพี   หมายถึง  ลูกเนรคุณ
          ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง   หมายถึง  พูดว่าแต่คนอื่นไม่ควรทำอย่างนั้น  แต่ตัวเองทำได้

ประเภทของภาษา

วันที่ ๑๕ เดือน ธันวาคม  พ . ศ. ๒๕๕๘
ที่มา : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภฏนครสวรรค์
          การพัฒนาทักษะภาษาไทย พิมพ์ครั้งที่ ๕  ห้างหุ้นส่วนจำกัดริมปิงการพิมพ์  หน้า ๑ - ๑๐

เรื่อง  ประเภทของภาษา

เมื่อกล่าวถึงคำว่า "ภาษา" นั้นโดยทั่วไปมักจะหมายถึงตัวสื่อ (รูปสัญญาณ) ที่ใช้ในการส่งสาร (บางคนเรียกว่าการก่อรูปของสัญญสณ) การจัดประเภทของสื่อนั้นอาจแตกต่างกันได้หลายแบบตามความคิดของแต่ละคน แต่โดยส่วนใหญ่มักแบ่งสื่อหรือแบ่งภาษาออกเป็น ๒ ประเภท คือ สื่อที่มีความเป็นวัจนะกับสื่อที่ไม่มีความเป็น วัจนะหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ "วัจนภาษา" กับ "อวัจนภาษา"
          ๑. อวัจนภาษา
                    การแบ่งอวัจนภาษาแตกต่างกันตามความคิดของแต่ละคน เช่น บางคนแบ่งเป็นสื่อบุคคล สื่อสัญลักษณ์ สื่อทางวัฒนธรรม สื่อพื้นบ้าน สื่อทัศนศิลป์ (นภาลัย  อัจฉริยะกุลและรุ่งนภา  พิตรปรีชา, ๒๕๒๙  หน้า ๓๔๒ - ๓๔๘) แต่นักการสื่อสารบางคนแบ่งอวัจนะภาษาออกเป็น ๗ ประเภท คือ กาลภาษา (chonemics) เทศภาษา (proxemics) เนตรภาษา (oculesics) สัมผัสภาษา (haptics) อาการภาษา (kinesics) วัตถุภาษา (objectics) ปริภาษา (vacalics หรือ paralanguage)
                    ๑.๑  กาลภาษา หมายถึง ภาษาที่ใช้เวลาเป็นเครื่องแสดงเจตนาหรือบุคลิกลักษณะของผู้ส่งสาร  เช่น การตรงต่อเวลา  การผิดเวลา
                    ๑.๒  เทศภาษา หมายถึง ภาษาที่ปรากฏจากการใช้สถานที่หรือระยะทางเป็นเครื่องมือ สื่อสาร เช่น ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่กว้างขวางโอ่อ่าย่อมแสดงถึงความร่ำรวย ยศศักดิ์ ฯลฯ มากกว่าผู้ที่อยู่ในที่คับแคบซ่อมซ่อ หรือคู่สนทนาที่อยู่ใกล้ชิดกันย่อมแสดงว่ามีความสนิทสนมกันมากกว่าคู่ที่อยู่ห่างกัน
                    ๑.๓  เนตรภาษา หมายถึง ภาษาที่ใช้ดวงตาหรือสายตาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เช่น การจ้องตาคู่สนทนาตลอดเวลา เพื่อแสดงความไม่พอใจ เป็นต้น
                    ๑.๔  สัมผัสภาษา หมายถึง ภาษาที่ใช้การสัมผัสเป็นเครื่องมือสื่อสาร เช่น การโอบกอดเพื่อแสดงความรัก ความเอ็นดู การผลักหน้าอกเพื่อแสดงความเป็นศัตรู
                    ๑.๕  อาการภาษา หมายถึง ภาษาในรูปของการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อการสื่อสาร เช่น การคำนับเพื่อแสดงความเคารพ การสั่นศีรษะเพื่อแสดงการปฏิเสธ
                    ๑.๖  วัตถุภาษา หมายถึง ภาษาที่ได้จากเลือกหรือการใช้วัสดุ เพื่อแสดงความหมายบางประการให้ปรากฏ  เช่น  การแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย  เพื่อแสดงถึงการให้เกียรติสถานที่หรืองานที่ไปร่วม เป็นต้น
                    ๑.๗  ปริภาษา หมายถึง สิ่งที่แนบเนื่องกับภาษาพูดและภาษาเขียน  ปริภาษาของภาษาพูดได้แก่ ความดัง ความค่อย ความเร็ว ความช้า ความสูงความต่ำของเสียง และอื่นๆ เพื่อแส้งเจตนา อารมณ์ เพศ วัย หรือ ภูมิหลังบางประการของผู้ส่งสาร
         ๒.  วัจนภาษา
                    วัจนภาษา หมายถึง ภาษาที่อยู่ในรูปสัญญาณของถ้อยคำ  ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท  ได้แก่ ภาษาพูด(spoken language) และภาษาเขียน (written language)
                    ๒.๑  ภาษาพูด คือ การใช้เสียงที่เปล่งออกมาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย กล่าวคือ ผู้ส่งสารจะเปลี่ยนสารที่จะส่งเป็นเสียงที่สังคมตกลงกัน แล้วเปล่งออกมา ผู้รับสารรับเสียงด้วยหู แปลเสียงเป็นความหมาย
                    ๒.๒  ภาษาเขียน คือ การฝช้ตัวอักษรหรือเครื่องหมายเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร  ภาษาประเภทนี้หมายรวมทั้งการสื่อสารที่ใช้ระบบการเขียนแบบปกติของภาษาโดยทั่วไป และระบบการเขียนที่เป็นกรณีพิเศษด้วย  เช่น  ชวเลข ภาษาเขียนนี้ผู้ส่งเปลี่ยนสารเป็นตัวอักษร  ผู้รับสารรับรู้ด้วยตา  แปลอักษรเป็นความหมาย