วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

ทำไมการจำหน้าคนจึงง่ายกว่าการจำชื่อ ?

วันที่ ๑๐ เดือน มกราคม  พ . ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : อำนาจ  เจริญศิลป์   การ์ตูนวิทยาศาสตร์  บริษัท สำนักพิมพ์บรรณกิจ ๑๙๙๑ จำกัด
          หน้า ๑- ๑๒


เรื่อง ทำไมการจำหน้าคนจึงง่ายกว่าการจำชื่อ ?


ทำไมการจำหน้าคนจึงง่ายกว่าการจำชื่อ ?
                    
                    วิธีการจำนั้น นักจิตวิทยากล่าวว่ามี ๓ แบบด้วยกัน  คือ
     ๑.  การระลึกได้  ขณะที่เราพูดว่า  " ฉันไม่สามารถจะจำคำตอบได้ "  นั้นหมายถึงเราไม่สามารถจะนึกขึ้นได้

     ๒.  การจำได้   ขณะที่เราดูรายการโทรทัศน์อยู่  เรารู้สึกคุ้นกับรายการนั้นเพราะได้แสดงเป็นครั้งที่ ๒ นั้นหมายถึงเราสามารถจำการแสดงครั้งก่อนได้

     ๓.  การเรียนซ้ำ  เมื่อเราพยายามศึกษาภาษาต่างประเทศให้เข้าใจถ่องแท้ซึ่งเราเคยเรียนมาแล้ว  สมัยเมื่อเราอยู่โรงเรียนมัธยมและก็ลืมมาเป็นเวลานานแล้ว คือ พยายามเรียนซ้ำของเก่าเพื่อให้เรามีความจดจำดีขึ้นนั่นเอง


               ความสามารถใน  " การจำได้ "  เราวัดได้โดยการถามคำถามให้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เคยศึกษามาแล้ว  เราอาจสับสนเกี่ยวกับสิ่งที่มีเรื่องราวคล้ายๆกัน
               ความสามารถใน  " การระลึกได้ " เราสามารถทดสอบได้โดยการตั้งคำถามให้ตอบจากเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเรียนรู้มาแล้ว จากส่วนลึกของความทรงจำ
               ความสามารถใน  " การเรียนซ้ำ " วัดได้โดยการวัดระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนซ้ำ เปรียบเทียบกับเวลาที่ใช้ในการเรียนเป็นครั้งแรก

                         การจำทั้ง ๓ แบบนี้ "การระลึกได้"  เป็นสิ่งที่ฝึกให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลได้ยากมาก  แม้เราไม่สามารถจะระลึกถึงคำตอบที่ถูกต้องได้  แต่เราอาจยังจำเหตุการณ์หรือจำสิ่งที่พอจะทดแทนกันได้  ดังที่เราพูดว่า  "การจำหน้าง่ายกว่าการจำชื่อ"  เราลืมคิดไปว่า  "เราเพียงแต่จำหน้าได้แต่การจำชื่อนั้น  แท้ที่จริงแล้วเราจะต้องพยายามระลึกถึงชื่อของคนๆ นั้น  ซึ่งซ่อนอยู่ในความทรงจำของเราเป็นล้านๆ ชื่อด้วยกัน  บางทีก็นึกไม่ออก  ถ้าเราถามใครสักคนหนึ่งให้บอกชื่อคนๆ หนึ่งที่รู้จักจากกลุ่มชื่อกลุ่มหนึ่ง  กับให้บอกเค้าหน้าของคนๆ นั้น  แล้วเขาจะกล่าวว่า  "การจำชื่อง่ายกว่าการจำหน้า"  เพราะเค้าหน้าของคนนั้นจะซ่อนอยู่ในกลุ่มเค้าหน้าของชนทั้งกลุ่มนั้น จนอธิบายไม่ถูก "

ต่อมไธมัส

วันที่ ๑๐ เดือน มกราคม  พ . ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : ครองแผน  ไชยธนะสาร   ฉลาดใช้สมอง   พิมพ์ครั้งที่ ๓  สำนักพิมพ์ เดลฟี  หน้า ๔๘ - ๕๗


เรื่อง ต่อมไธมัส


ต่อมไธมัส
          ตั้งอยู่บริเวณกลางหน้าอกใต้กระดูกต้นคอ  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกประเภทก็จะมีต่อมไธมัสที่ว่า
          เวลาที่คุณเคาะบริเวณต่อมไธมัสนี้ประมาณ ๑๕ ถึง ๒๐ ครั้ง  จะช่วยให้คุณสามารถเปิดสวิตช์ระบบร่างกายของคุณได้  แต่ก่อนหน้านั้นเราคิดกันว่าต่อมไธมัสนี้ไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย  แต่ปัจจุบันนี้ได้เป็นที่ยอมรับแล้วว่าต่อมไธมัสนี้มีความเกี่ยวโยงกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย  เมื่อไหร่ก็ตามที่ต่อมไธมัสนี้ถูกเคลื่อนย้ายหรือถูกทำลาย  ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและเซลล์ซึ่งเป็นตัวป้องกันการติดเชื้อ  ก็จะด้อยสมรรถภาพลงไปด้วย

  • พัฒนาการรับรู้ทางจักษุประสาท
                    ข้อมูลที่รับเข้ามาทางดวงตาข้างซ้ายจะถูกส่งผ่านไปยังสมองซีกขวาและข้อมูลที่ได้รับผ่านดวงตาข้างขวาก็จะถูกส่งผ่านไปยังสมองซีกซ้าย ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นกระบวนการของการทำงานประสานกันของระบบประสาทที่มีความซับซ้อนอยู่มากทีเดียว

  • การรับรู้ข้อมูลผ่านทางสายตาจะถูกระงับไปเมื่อ

     ๑.  ข้อมูลนั้นอาจจะไม่ส่งผ่านช่องทางเดิมก็จริง แต่มันไม่สามารถผ่านเข้าไปยังส่วนหนึ่งส่วนใดของสมองตามที่มันควรจะเป็น 
     ๒.  เมื่อข้อมูลไม่สามารถส่งผ่านได้ มันจึงถูกส่งไปยังสมองข้างเดียวกันกับตาที่ใช้รับข้อมูล

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

กระบวนการทำงานของสมอง

วันที่ ๑๐ เดือน มกราคม  พ . ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : ครองแผน  ไชยธนะสาร   ฉลาดใช้สมอง   พิมพ์ครั้งที่ ๓  สำนักพิมพ์ เดลฟี  หน้า ๑๓ - ๒๒


เรื่อง กระบวนการทำงานของสมอง

ระบบสมอง
          ระบบสมองของเราคล้ายคลึงกับระบบไฟฟ้าในโรงงาน  ในโรงงานนั้นมีพลังงานไฟฟ้าสะสมไว้ใช้เช่นเดียวกับร่างกายคนเรา  และในโรงงานนั้นก็จะมีตัวตัดไฟที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไป  เมื่อไหร่ก็ตามที่ถึงจุดที่กำลังไฟฟ้าที่จะถูกใช้มากเกินไป  ซึ่งอาจก่อให้เป็นอันตายได้ ตัวตัดวงจรไฟฟ้าก็จะงดจ่ายกระแสไฟหรือตัดกระแสไฟลง  เช่นเดียวกัน  ร่างกายของคนเราก็จะมีตัวตัดหรือตัวลดพลังงานที่มาจากบริเวณที่มีความตึงเครียดอยู่  นั่นก็หมายความว่า  ในบริเวณนั้นจะไม่มีการเคลื่อนไหว  หรือการทำงาน

กระบวนการทำงานของสมอง
          สมองของเราแบ่งออกได้เป็นสองส่วน  คือ   สมองซีกซ้าย   และสมองซีกขวา  โดยสมองสองส่วนนี้จะถูกเชื่อมต่อกันโดยเส้นใยนับล้านๆเส้น  ซึ่งเรียกว่า  คอร์ปัส คอลโลซัม (corpus callosum)  สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่ควบคุมซึกขวาของร่างกาย และสมองซีกขวาจะควบคุมร่างกายทางซีกซ้าย  โดยสมองแต่ละซีก จะทำหน้าที่ทางด้านการรับรู้ข้อมูลไม่เหมือนกัน

สมองซีกซ้าย
  • ตรรกวิทยา / การวิเคราะห์
                    กระบวนการรับรู้เรียนรู้ข้อมูลจะเป็นไปอย่างมีเหตุผล  มีหลักการและอยู่ในโลกของความจริง  สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่ในการระลึกถึงข้อมูลเก่าๆ  ข้อมูลต่างๆ จะแตกย่อยกระจัดกระจายกันไม่ปะติดปะต่อเป็นเรื่องเดียวกัน

สมองซีกขวา
  • การรวบรวมให้เป็นเรื่องเดียว
                    สมองซีกขวาจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเรื่องราวต่างๆ และจัดระเบียบจนออกมาเป็นภาพลักษณ์ หรือมโนภาพ  หรือหลักการที่สมบูรณ์แบบเพียงประเด็นเดียว
  • การเรียงเป็นลำดับ
                    ข้อมูลที่เกิดขึ้นจะผ่านกระบวนเพียงครั้งละหนึ่งเรื่องเรียงตามลำดับกันไปเพราะสมองซีกซ้ายนี้  ไม่สามารถผ่านกระบวนการที่จะรับเรื่องสองเรื่องได้ในเวลาเดียวกัน
  • คู่ขนาน
                    สมองซีกขวามีความสามารถในการปฏิบัติกระบวนการรับรู้หลายๆเรื่องได้ในเวลาเดียวกัน  และยังจัดออกมาในแบบรูปที่สมบูรณ์ได้อีกด้วย
  • การรวมศูนย์
                    สมองซีกซ้ายจะทำงานมุ่งไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น  โดยมันจะไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์  หรือเชื่อมโยงเรื่องหลายๆ เรื่องเข้าด้วยกันได้
  • การแพร่กระจาย
                    สมองซีกขวาสามารถมีกระบวนการรับรู้ข้อมูลหลายๆเรื่องได้ในเวลาเดียวกันอีกทั้งยังสามารถรวบรวมและเรียบเรียงเรื่องต่างๆเหล่านั้นเข้าเป็นเรื่องเดียวกันอาจจะพูดได้ว่าการทำงานของสมองซีกขวานี้จะมุ่งไปในเรื่องของภาพรวมมากกว่าจะเจาะเข้าไปในรายละเอียดทีละเรื่อง
  • ถ้อยคำ
                    สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่รับฟัง และส่งสารออกมาเป็นคำพูด โดยจะมุ่งเน้นไปในเรื่องของตัวเลขและการคำนวณ
  • จักษุภาพ / ระวางที่(ว่าง)
                    ทำหน้าที่รับและส่งภาพต่างๆ สมองซีกขวาจะมุ่งไปในเรื่องของสารที่เป็นภาพ และในเรื่องเกี่ยวกับดนตรีและความคิดสร้างสรรค์
                    สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่ในเรื่องที่ถูกปฏิบัติซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องโดยที่สมองซีกขวาจะรับรู้ถึงความคล้ายคลึงของลักษณะของเรื่องต่างๆมากมาย แต่มันจะไม่ให้ความสนใจถึงเรื่องหน้าที่และประโยชน์ของเรื่องต่างๆเหล่านั้น
                    สมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่ควบคุมร่างกายทางซีกขวา ตลอดจนกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับร่างกายซีกซ้าย  เมื่อสมองทั้งสองซีกถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน  ร่างกายทั้งสองซีกก็จะทำงานประสานร่วมกันไปด้วย  และในทางตรงกันข้ามเมื่อเราใช้ร่างกายทั้งสองซีกทำงานร่วมกัน  นั่นก็คือ  เราจะต้องเชื่อมหรือประสานสมองทั้งสองซีกเข้าด้วยกัน

อันตรายจากวิตามิน

วันที่ ๙ เดือน มกราคม  พ . ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : นวลจิตต์  เชาวกีรติพงศ์ สารพิษในอาหาร   พิมพ์ครั้งที่ ๑  บริษัท โรงพิพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด              หน้า ๖๙ - ๗๘


เรื่อง อันตรายจากวิตามิน


          วิตามินเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แต่ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  หลายคนเข้าใจว่าการได้รับวิตามินมากๆ  จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือ เข้าใจว่าร่างกายจะสามารถรับวิตามินต่างๆ ได้ไม่จำกัดจำนวน  และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้หมด  บางคนไม่ใช่แพทย์แต่สามารถวินิจฉัยได้ว่า  คนข้างเคียงมีภาวะร่างกายไม่ปกติและต้องการวิตามินเสริม  เช่น  เห็นคนผอมก็บอกว่าต้องให้วิตามินบำรุง  หรือบางคนเชื่อว่ายาวิตามินสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้   เช่น  วิตามินเอ รักษาสิวและศีรษะล้านได้  หรือวิตามินอี  ช่วยชะลอความแก่ได้ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส  หนุ่มสาวอยู่เสมอ  แล้วเลยหาซื้อวิตามินต่างๆ  มารับประทานกันตามใจชอบ

          ขอให้ผู้อ่านรู้ด้วยว่า  การกระทำดังกล่าวนั้นผิดอย่างยิ่ง  เพราะร่างกายเราต้องการวิตามินต่างๆ  ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี  ถ้าได้รับมากเกินไปก็จะเป็นอันตราย  ดังนี้

  • ยาวิตามินเอ
  ทำให้ตับโต  มีอาการซีด  กระดูกผุ  ปวดศีรษะ  ตาฝ้าฟาง  ผมร่วง  ปวดตามกล้ามเนื้อ  ริมฝีปากแตก  เลือดกำเดาไหล

  • ยาวิตามินซี
  ถ้ากินเข้าไปมากอาจเป็นสาเหตุทำให้ท้องร่วง  และเป็นนิ่วในไตได้

  • ยาวิตามินดี
  ทำให้เนื้อเยื่อที่ไต หลอดเลือดแดง  หัวใจ  และปอดถูกทำลาย

  • ยาวิตามินอี
  ทำให้ปวดหัว  คลื่นไส้  อาเจียน  อาจจะมีอาการปวดกระดูกได้

  • ไนอาซีน (วิตามินบี ๓ )
  ทำให้เกิดผื่นคันตามผิวหนัง  มีอาการท้องร่วง  

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วคงไม่มีใครทำตัวเป็นหมอจัดวิตามินต่างๆ ให้ตัวเอง หรือ คนข้างเคียงกินตามใจชอบ

สารปลอมปนในอาหาร

วันที่ ๙ เดือน มกราคม  พ . ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : นวลจิตต์  เชาวกีรติพงศ์ สารพิษในอาหาร   พิมพ์ครั้งที่ ๑  บริษัท โรงพิพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด              หน้า ๕๑ - ๖๐

เรื่อง สารปลอมปนในอาหาร

          สารปลอมปนมีความต่างกับสารปรุงแต่งตรงที่วัตถุประสงค์ของผู้ผลิตอาหาร สารปรุงแต่งใส่ลงไปเพื่อปรุงแต่ง รส กลิ่น สี ของอาหารให้น่ารับประทาน เป็นความตั้งใจที่จะเพิ่มคุณค่าของอาหาร แต่การใส่สารปลอมปนลงไปเพื่อการหวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว เพราะสารที่ใส่ปลอมปนลงไปนั้นจะต้องเป็นสารที่มีราคาถูก ลดต้นทุนการผลิต ทำให้ได้กำไรมากๆ โดยไม่คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้บริโภคบ้าง นอกจากสารที่ปลอมปนนั้นจะไปลดคุณภาพอาหารแล้ว ยังเป็นสารที่เข้าข่ายสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สารปลอมปนที่กล่าวถึงต่อไปนี้  ได้แก่  ผงชูรสปลอม น้ำส้มสายชูปลอม น้ำปลาปลอม และการใช้เมธานอลในอาหารแทนเอธานอล

ผงชูรสปลอม
          ผงชูรสปลอม หมายถึง ผงชูรสที่มีโมโนโซเดียมกลูทาเมตน้อยกว่าร้อยละ ๙๕ ส่วนที่เหลือเป็นสารปลอมปนอื่นๆ ได้แก่ เกลือแกง น้ำตาล โซเดียมเมตาฟอสเฟต และบอแรกซ์  บอแรกซ์เป็นสารพิษมีอันตรายต่อไตและกระเพาะอาหาร ทำให้อาเจียน มีผื่นแดงขึ้นที่ผิวหนัง ความดันเลือดต่ำกว่าปกติ บางคนอาจมีอาการแพ้มากๆ จนถึงหมดสติและเสียชีวิตได้ ส่วนโซเดียมเมตาฟอสเฟต ซึ่งปกติใช้เป็นสารล้างหม้อน้ำในโรงงาน เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้ท้องเดินอย่างรุนแรง
          กาารตรวจสอบผงชูรสทำได้ง่ายๆ โดยการตรวจสอบทางกายภาพ หรือการสังเกตลักษณะภายนอกและการตรวจสอบทางเคมีอย่างง่าย ดังนี้

          การตรวจสอบทางกายภาพ   
ผงชูรสแท้หรือมีการปลอมปน อาจจะสังเกตได้จากรูปผลึกโดยใช้กล้องจุลทรรศน์หรือแว่นขยาย
  • ผลึกผงชูรส จะมีลักษณะเป็นแท่งยาว คอดตรงกลาง หัวท้ายโตไม่เรียบคล้ายท่อนกระดูก มองดูทึบไม่มีความมัน ไม่มีสี เมื่อชิมจะมีรสคล้ายเนื้อต้ม
  • ผลึกโซเดียมเมตาฟอสเฟต จะเป็นรูปแท่งยาวเรียบเสมอกัน ไม่มีสี มองดูจะใส และมันวาวคล้ายกระจก เมื่ออยู่ปนกันจะสะท้อนความวาวให้เห็นชัด มีรสเฝื่อน
  • ผลึกบอแรกซ์ มีลักษณะแตกต่างออกไปมาก คือ จะเป็นก้อนเล็กๆ ขุ่นทึบ จึงทำให้ผงชูรสที่เป็นเกล็ดมองเห็นการปลอมปนได้ง่ายกว่าที่เป็นผงละเอียด
          การตรวจสอบทางเคมีอย่างง่าย
     การตรวจสอบบอแรกซ์

     ๑. ละลายผงชูรสลง ในน้ำเล็กน้อย
     ๒.  จุ่มกระดาษขมิ้น ลงไปถ้าเป็นผงชูรสแท้กระดาษจะไม่เปลี่ยนสี แต่ถ้ามีบอแรกซ์ปน กระดาษจะเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที
               การเตรียมกระดาษขมิ้น เตรียมได้โดยใช้ผงขมิ้นเหลือง ๑ ช้อนชา ละลายในแอลกอฮอล์หรือในสุราขาว ๑๐ ช้อนชา จะได้น้ำยาสีเหลือง จุ่มกระดาษทีขาวที่ดูดซึมน้ำได้ หรือผ้าขาวลงไป แล้วผึ่งให้แห้ง ก็จะได้กระดาษขมิ้นตามต้องการ  วิธีการนี้เป็นวิธีการเดียวกับการทดสอบสารบอแรกซ์ในเรื่งสารปรุงแต่งในอาหารที่ได้กล่าวไว้

     การทดสอบโซเดียมเมตาฟอสเฟต
     ๑. ละลายผงชูรสลงในน้ำเล็กน้อย
     ๒.  เทสารละลายปูนขาวผสมกรดน้ำส้มที่กรองใสแล้วลงไป ๑ ช้อนชา  ถ้ามีโซเดียมเมตาฟอสเฟตอยู่จะเกิดตะกอนขุ่นขาวขึ้น แต่ถ้าเป็นผงชูรสแท้น้ำยาจะคงใสเช่นเดิม

แพ้ยา

วันที่ ๙ เดือน มกราคม  พ . ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ โรคภูมิแพ้ในเด็ก : สาเหตุและการป้องกัน   พิมพ์ครั้งที่ ๑
           บริษัท บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด  หน้า ๓๐ - ๓๙


เรื่อง แพ้ยา

พบบ่อยแค่ไหน
          แพ้ยาเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังนิยมรับประทานยารักษาอาการต่างๆ หรือรักษาโรค และมียาใหม่ๆ มากมายหลายชนิด จึงมีโอกาสที่จะแพ้ยาสูงขึ้น ผู้ป่วยที่แพ้อาจจะไม่เคยแพ้ยามาก่อน เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเคยเกิดอาการแพ้ แต่ไม่รุนแรง เช่น เกิดผื่นัคน แต่ภายหลังได้รับยาชนิดเดิมซ้ำ กระตุ้นให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้นจนเกิดอันตายได้

โรคนี้มีอาการอย่างไร
          แพ้ยาแสดงออกที่อวัยวะต่างๆ ได้ทุกส่วน อาการทางผิวหนังเป็นอวัยวะที่พบบ่อยที่สุด เป็นผื่นที่เกิดจากยา อาจแสดงออกในลักษณของโรคผิวหนังแบบต่างๆ เช่น
  • ผื่นลมพิษ เป็นปื้นนูนแดง คัน แต่ละผื่นจะยุบหายไปภายใน ๒๔ ชั่วโมงโดยไม่มีร่องรอยเหลืออยู่ ผื่นเป็นๆหายๆ บางครั้งอาจมีปากหรือหนังตาร่วมด้วย
  • ผื่น maculopapular rash พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาผื่นแพ้ยา เป็นจุดหรือตุ่มแดงๆเล็กๆ ขึ้นทั่วตัว
  • ผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ผิวหนังเป็นตุ่มอักเสบหรือปื้นแดงๆหรือเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ ผสมอยู่ในผื่นแดงด้วย เกิดเฉพาะที่ หรือทั่วตัวก็ได้แล้วแต่ยาที่เป็นสาเหตุ มักมีอาการคันมาก
  • ผื่นผิวหนังทั่วตัวแดงลอกเป็นขุย (exfoliative dermatitis) เป็นผื่นแดงทั่วตัว มีขุยลอกออก คัน
  • ผื่นขึ้นที่เดิมทุกครั้งที่ได้รับยานั้น (fixed drug eruptions) เป็นผื่นบวมแดงรูปร่างกลมหรือรี ขอบชัด เวลาหายจะกลายเป็นสีน้ำตาลเทาหรือสีออกม่วง ลักษณะพิเศษของผื่นแพ้ยาชนิดนี้คือเกิดซ้ำที่เดิมทุกครั้งที่ได้รับยาที่เป็นต้นเหตุ
  • ผื่นแบบตุ่มน้ำพอง มีหลายชนิด บางชนิดเป็นทั้งที่ผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ เช่น ที่ตา ในปาก ชนิดรุนแรง ผิวหนังและเยื่อบุจะมีเนื้อตายและหลุดออกเป็นรอยแผลถลอกเป็นบริเวณกว้างและรุนแรง ถ้าสงสัยว่ามีผื่นชนิดนี้ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
นอกจากผื่นผิวหนังแล้ว ผู้ป่วยอาจมีไข้ มีอาการตามระบบต่างๆ เช่น ปวดท้อง ท้องร่วง อาเจียน หอบเหนื่อย ใจสั่น ช็อก ซึม ชัก ตับหรือไตวายจากผลของยาได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการในระบบอื่นๆ โดยไม่มีผื่นผิวหนังเลยก็ได้


แพ้ยาควรทำอย่างไร 
     ๑.  หลังรับประทานยา ถ้าเกิดอาการผิดปกติ เช่น มีผื่นที่ผิวหนังให้หยุดยาที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุทันที
     ๒.  ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง
     ๓.  ถ้าทราบว่าแพ้ยาอะไร ให้จดบันทึกไว้ และหลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำ
     ๔.  แจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบว่าแพ้ยาอะไรบ้างทุกครั้งเมื่อเจ็บป่วย หรือจำเป็นต้องได้รับยา

ทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้

วันที่ ๙ เดือน มกราคม  พ . ศ. ๒๕๕๙
ที่มา : รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ โรคภูมิแพ้ในเด็ก : สาเหตุและการป้องกัน   พิมพ์ครั้งที่ ๑  
           บริษัท บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด  หน้า ๑ - ๑๐


เรื่อง ทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้คืออะไร
          โรคภูมิแพ้ เกิดจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสทางผิวหนัง การรับประทาน การสูดดม  การฉีดเข้ากล้ามหรือเข้าหลอดเลือด หรือถูกแมลงกัดต่อย ล้วนสามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ที่สำคัญคือ จะเป็นเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คนที่ไม่เป็นโรคนี้จะไม่มีปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ เท่าที่มีรายงานในโลกนี้มีสารก่อภูมิแพ้จำนวนมากกว่า ๔,๐๐๐ ชนิด อย่างไรก็ตามมีสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยในไทย ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรพืช รังแคสัตว์เลี้ยง สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น นมวัว ไข่ ถั่วเหลือง อาหารทะเล ข้าวสาลี โดยทั่วไปสามารถจำแนกสารก่อภูมิแพ้ได้เป็น ๒ กลุ่ม  ได้แก่
  • สารก่อภูมิแพ้ในบ้าน  เช่น  ไรฝุ่น แมลงสาบ ฝุ่น เชื้อราในอากาศ รังแคสัตว์เลี้ยง พวกแมว สุนัข
  • สารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน  เช่น  ละอองเกสรหญ้า ฝุ่นละอองและควันตามท้องถนน มลพิษทางอากาศ ควันท่อไอเสียจากรถ ซึ่งเป็นสารระคายเคือง และกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น
โรคภูมิแพ้มีกี่ชนิด
          โรคภูมิแพ้สามารถเกิดได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย  บางคนเกิดเฉพาะที่อย่างเดียว บางคนเกิดอาการในหลายๆ อวัยวะพร้อมๆ กัน แต่ผู้ป่วยมักมีอาการเรื้อรัง มีอาการแสดงได้หลายแบบ โรคภูมิแพ้ที่สำคัญในเด็ก  ได้แก่

          ๑.  โรคหืด (asthma) เกิดจากการที่ทางเดินหายใจมีการบวม หลอดลมตีบแคบ เมื่อถูกกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ที่สูดเข้าทางเดินหายใจทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ในหลอดลมและปอด  ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจเสียงดัง "วี้ด" หอบ แน่นหน้าอก ผู้ป่วยจะมีหลอดลมที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมหรืออารมณ์ ร้อนไป หนาวไป ออกกำลังกาย หักโหมมากไป หรือการติดเชื้อในระบบหายใจ
          ๒.  โรคเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือมักเรียกว่า โรคแพ้อากาศ มีอาการส่วนใหญ่ในจมูก คัดจมูก จาม คัน น้ำมูกไหลใสๆ แทบทุกวัน เป็นๆหายๆ เรื้อรัง บางคนมีปัญาภูมิแพ้ที่ตาร่วมด้วยมีอาการคันตา น้ำตาไหล เด็กบางคนบ่นว่าแสบตา
          ๓.  โรคผื่นผิวหนังอีกเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) ผิวหนังมีอาการคัน แดง เป็นผื่นเรื้อรัง เป็นๆหายๆ ตามแก้ม คอ บริเวณใบหู พบบ่อยในเด็กเล็ก สำหรับในเด็กโตจะพบผื่นตามข้อพับแขน ขา ข้อเท้า อาการผื่นคันจะเห่อมากขึ้น เมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น อากาศร้อน เหงื่อ ออกมาก การเกาที่ผื่นมากๆ ก็กระตุ้นได้
          ๔.  ผื่นลมพิษ (urticaria) ผิวหนังมีอาการคัน บวม เป็นผื่นนูนหนา ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น แพ้อาหาร แพ้ยา พิษจากแมลงกัดต่อย ติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย บางรายไม่ทราบสาเหตุ
          ๕.  แพ้อาหาร (food allergy) เป็นปฏิกิริยาการแพ้ส่วนประกอบในอาหาร ส่วนใหญ่เป็นโปรตีน แสดงอาการแพ้ได้หลายระบบ ที่พบบ่อย ได้แก่  ระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด อาการแพ้ทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ ลมพิษ อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด คัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจดังครืดคราด เป็นต้น มีผู้ป่วยบางรายแพ้อาหารอย่างรุนแรง (anaphylaxis) ทำให้ระบบอวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวจนเสียชีวิตได้
          ๖.  เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) มีอาการแสบตา คันตา น้ำตาไหล ขยี้ตาบ่อย จนขอบตาช้ำ สีคล้ำ มักพบร่วมกับโรคเยื่อบุจมูกจมูกอักเสบภูมิแพ้